กำลังอ่าน :
กระแสล้มบอล ผูกการเมือง : “ทีมฟุตบอล-ทีมการเมือง” ในไทยลีก “ใครรุ่ง”
เขียนโดย : WorkpointShorts
LATEST
OUR PICKS
HOT
เรื่องน่าสนใจ

กระแสล้มบอล ผูกการเมือง : “ทีมฟุตบอล-ทีมการเมือง” ในไทยลีก “ใครรุ่ง”

View 10 นาที 23 พฤศจิกายน 2017
เขียนโดย
WorkpointShorts
SHARE
COMMENT

จากการเปิดเผยเรื่อง “ขบวนการล้มบอล” ในการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก  ทำให้หลายคนหันกลับมาจับตาว่าอนาคตของการแข่งขันฟุตบอลอาชีพของไทยจะเป็นอย่างไร 

 

หากย้อนไป 4-5 ปีที่ผ่านมาจะพบว่ากระแสฟุตบอลไทยนั้นเฟื่องฟูเป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นจำนวนมาก จากรากฐานวิธีคิดที่ว่าหากทำให้ทีมฟุตบอลเป็นทีมของท้องถิ่นของจังหวัด ก็จะมีฐานแฟนฟุตบอลที่เหนียวแน่น เนื่องจากมีความรักในถิ่นฐานที่อยู่อาศัย  และหากแข่งในจังหวัดก็จะมีฐานกองเชียร์ยืนพื้นทำให้อยู่ได้ 

 

ฟุตบอลลีกอาชีพของไทย เข้มแข็งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด  มีการซื้อขายนักฟุตบอลเหมือนต่างประเทศและจ่ายค่าเหนื่อยแบบแพงหูฉี่ 

 

และสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ ความรุ่งเรืองนี้ส่วนหนึ่งมาจากนักการเมืองที่มองเห็นโอกาสทั้งทางธุรกิจและการเมือง จากการเป็นเจ้าของทีมฟุตบอล  หากทีมประสบความสำเร็จ นอกจากเงินทองที่จะไหลมาเทมา ชื่อเสียงเกียรติยศและความนิยม โดยเฉพาะจากคนในจังหวัดเอง จะไปไหนเสีย  ในฐานะที่ทำให้จังหวัดมีชื่อเสียง หากสำเร็จมีแต่ได้กับได้ 

 

แต่เวลาผ่านไปดูเหมือนว่ามีทั้งทีมที่สำเร็จและไม่สำเร็จ เฉกเช่นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไปในโลก มีทีมฟุตบอลที่อยู่กับการเมืองกลุ่มหนึ่งรุ่งเรือง ส่วนบางกลุ่มก็ล้มหายตายจาก  ขณะที่อีกหลายคนยังยึดกุมความนิยมผ่านทีมฟุตบอลในลีกสูงสุด 

 

เราลองมาไล่กันดูว่า ถึงนาทีนี้ ในฟุตบอล “ไทยลีก” ลีกสูงสุดของประเทศ มีกี่ทีมที่ทำทีมโดยนักการเมืองหรือตระกูลการเมือง   

 

เริ่มด้วยสโมสร “ชลบุรี FC” ที่เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพสโมสรแรกๆ ที่มีความเป็นมืออาชีพในระดับสูง มีสนามของตัวเอง มีศูนย์ฝึก มีอะคาเดมีสำหรับเยาวชนและมีการคัดเลือกตัวนักฟุตบอลในจังหวัด แม้จะห่างหายจากความสำเร็จมาพอสมควร แต่ก็ยังได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย 

 

และประธานสโมสรแห่งนี้ก็คือวิทยา คุณปลื้ม” อดีต ส.ส.พรรคพลังชล  บุตรชายนาย “สมชาย คุณปลื้ม” หรือ “กำนันเป๊าะ” ผู้โด่งดัง ว่ากันว่า “ชลบุรีเอฟซี” คือสโมสรของพรรคพลังชล 

 

ลำดับถัดมาคือ “เชียงราย ยูไนเต็ด”  ที่ไต่เต้าขึ้นมาจากลีกระดับภูมิภาค และก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุดอย่างเต็มภาคภูมิ โดยฤดูการล่าสุดพวกเขาจบที่อันดับ 4 ของตาราง 

 

ทีมนี้ก่อตั้งโดย “มิตติ ติยะไพรัช” บุตรชาย “ยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และหัวหอกคนสำคัญของพรรคพลังประชาชน ยามที่สโมสรของเขาตั้งขึ้นนั้น ต้องฝ่าฟันคลื่นสารพัดทั้งบนดินและใต้ดิน แต่สุดท้ายก็ฝังรากหยั่งลึกอย่างเต็มภาคภูมิ พร้อมๆ กับความนิยมในตัวประธานสโมสร  เจ้าตัวเองเคยปรารภว่าไม่อยากเล่นการเมือง แต่ต้องดูว่าหากปี่กลองเลือกตั้งครั้งต่อไปดังขึ้น เขาจะก้าวขึ้นเป็นทายาททางการเมืองของ “อ้ายยุทธ” หรือไม่ 

 

 

ต่อมาคือทีมที่มีปัญหามากที่สุด โดยจบที่อันดับสุดท้ายของตารางปีที่ผ่านมา  “ซุปเปอร์ พาวเวอร์ สมุทรปราการ” หรือ “โอสถสภา” เดิม เมื่อโอสถสภาถอนการสนับสนุนทำให้ทีมตกต่ำลงเรื่อยๆ จนพ่ายแพ้ถึง 30 นัด จาก 34 นัดและเสียประตูถึง 128 ลูก  ปีที่ผ่านมามีนักธุรกิจจากเพชรบุรี “ปกรณ์ คล้ายเพ็ชร” เข้ามาเป็นผู้บริหาร แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด ต้องดูว่าปีหน้ากลุ่มทุนจากมหาสารคามที่มาซื้อทีมไป และเปลี่ยนชื่อเป็น “จัมปาศรี ยูไนเต็ด” จะเป็นอย่างไรต่อไป 

 

“นครราชสีมา มาสด้า” หรือ “สวาทแคท” ทีมประจำจังหวัดนครราชสีมา ทีมนี้แม้ผลงานจะไม่โดดเด่น อยู่กลางๆ ตารางและมีแฟนบอลเหนียวแน่นในระดับหนึ่ง แต่แน่นอนว่าถูกมองถึงเงากลุ่มการเมืองในพรรคชาติพัฒนาสนับสนุน เพราะมีชื่อของ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” เป็นประธานกิตติมศักดิ์ และมี “เทวัญ ลิปตพัลลภ” เป็นประธานสโมสร 

 

หากพูดถึงทีมที่ประสบความสำเร็จและเป็นต้นแบบการเมืองการกีฬา คงหนีไม่พ้น “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ที่กวาดความสำเร็จมานับไม่ถ้วน ขณะที่ตัวผู้บริหารสโมสรอย่าง “เนวิน ชิดชอบ” เองก็เปลี่ยนสถานะและความนิยมจากสมัยเป็นนักการเมืองไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ถูกมองเป็นตัวร้าย แต่วันนี้เขาคือ “ลุงเนวิน” หรือ “บิ๊กเน” 

 

แต่ที่แน่ๆ คือแม้เขาประกาศวางมือจากการเมือง แต่ยังมีคนอีกจำนวนมากเชื่อว่าบารมีของเขายังแผ่ขยายปกคลุมวงการเมืองอยู่ 

 

ทีมต่อมาคือ “พัทยา ยูไนเต็ด”  ซึ่งแต่เดิมอยู่ภายใต้เจ้าของคือ “ชลบุรี เอฟซี” ของตระกูล “คุณปลื้ม” และบริหารโดย “พรรณธฤต เนื่องจำนงค์” ทายาทตระกูล “เนื่องจำนงค์” อีกหนึ่งในตระกูลการเมืองของชลบุรี แต่เมื่อก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุด ด้วยข้อบังคับทำให้ “ชลบุรี” ต้องสละทีมพัทยาทิ้ง และได้กลุ่มทุนจากสนามกอล์ฟเกียรติธานีเข้ามาเทคโอเวอร์แทน   

 

อีกหนึ่งทีมที่กำลังก้าวขึ้นมาคือ “ราชบุรี มิตรผล” ทีมนี้กำลังเติบโต และก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มตัว โดยมีประธานสโมสรคือ “บุญยิ่ง นิติกาญจนา”   นักการเมืองชื่อดังในกลุ่มมัชฌิมา และมี “เสี่ยฟลุค” ธนวัชร์ นิติกาญจนา”  ทายาทเป็นผู้จัดการทีม แม้ฤดูกาลที่ผ่านมาเขาจะก่อเรื่องโดยการไปตบหน้านักฟุตบอลทีมชลบุรีเอฟซี  แม้ฤดูกาลที่ผ่านมาจบเพียงอันดับ 6 แต่ก็ได้รับการจับตามองอย่างสูง 

 

“ศรีสะเกษ FC”  สโมสรนี้ ก็มีผู้สนับสนุนเป็นจำนวนมาก ภายใต้ฉายา “กูปรีอันตราย”  ที่ต้องฝ่าฟันวิกฤตมานับไม่ถ้วน และปีนี้จบที่อันดับ 17 และมีปัญหาเรื่องการล้มบอลตามที่มีการแถลง  ประธานสโมสรแห่งนี้คือ “ธเนศ เครือรัตน์”  อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย  ที่มีความสนิทสนมกับ “เฉลิม อยู่บำรุง” อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย และรองนายกฯ ในสมัยรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” 

 

“สุพรรณบุรี FC” ชื่อนี้ไม่ต้องเดาก็ถูกว่าใครเป็นคนคุม เพราะ “สุพรรณบุรี” อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้น “ศิลปอาชา” โดยขณะนี้มี “วราวุธ ศิลปอาชา” หรือ “ลูกท็อป” ว่าที่ผู้นำพรรคชาติไทยพัฒนา  ทายาทของ “บรรหาร ศิลปอาชา” เป็นประธานสโมสร 

 

 “สุโขทัย FC” ซึ่งทีมนี้แม้ชื่อจะไม่ใหญ่ ทีมจะไม่ดังเปรี้ยงปร้าง แต่คนคุมนั้นอยู่ระดับบิ๊ก เพราะประธานสโมสรชื่อ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำกลุ่มมัชฌิมา อดีต ส.ส. และรัฐมนตรีหลายสมัย 

 

และสุดท้ายกับ “อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด” ที่มี “วีระศักดิ์  จินารัตน์” อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรี จากกลุ่มมัชฌิมา เป็นประธานสโมสร ซึ่งฤดูกาลที่ผ่านมาจบในลำดับที่ 10 

 

จะเห็นได้ว่าเกินครึ่งของ “ไทยลีก” มีนักการเมืองคอยสนับสนุน และหากแยกย่อยไปอีกจะเห็นว่านาทีนี้ “กลุ่มมัชฌิมา” กำลังเรืองอำนาจในไทยลีก ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าพวกเขาอาจเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งครั้งหน้า 

 

บทความโดย “อสรพิษ” 

กำลังโหลดบทความถัดไป...