กำลังอ่าน :
การข่าวจาก ชายคนนี้ ที่ชื่อ “ไก่อู”
เขียนโดย : WorkpointShorts
LATEST
OUR PICKS
HOT
เรื่องน่าสนใจ

การข่าวจาก ชายคนนี้ ที่ชื่อ “ไก่อู”

View 12 นาที 2 ธันวาคม 2017
เขียนโดย
WorkpointShorts
SHARE
COMMENT

    ถ้าพูดถึงตำบลกระสุนตกในรัฐบาลนี้  อันดับต้นๆ คงหนีไม่พ้น “โฆษกไก่อู – พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด”  ที่แม้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี แต่ก็เรียกเรตติ้งได้ไม่น้อยหน้าไปกว่าใคร และสิ่งที่เกิดขึ้นกับเสียงตอบรับต้องบอกว่าไม่ได้มาเพราะโชคช่วย  แต่ได้มาเพราะการแถลงข่าว การให้ข่าว ในแบบฉบับของเขา ซึ่งสร้างข้อกังขาให้หลายๆ คนว่า จริงแค่ไหน และ  นี่เป็นข่าวจากโฆษกรัฐบาลแน่หรือ

 

    “โฆษกไก่อู” นั้นสร้างชื่อมาตั้งแต่ครั้งเป็นโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตการเมืองปี 2553  ครั้งนั้นเขาได้ออกมาเปิดเผยแผนผังหนึ่งฉบับ ที่เรียกกันว่า “ผังล้มเจ้า” สร้างความสะเทือนเลือนลั่นเป็นอย่างมาก โดยมีการโยงรายชื่อต่างๆ เข้าเป็นขบวนการ ลากเส้นโยงไปโยงมา และการแถลงพร้อมด้วยเอกสารนี้เองที่กลุ่มก้อนการเมืองได้หยิบเอามาสร้างความชอบธรรมในการปราบปรามผู้ชุมนุมในขณะนั้น

 

    แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร เมื่อเขาได้ไปให้การต่อศาลในปี 2554 ถึง “ผังล้มเจ้า” ที่นำมาเปิดเผยว่า

 

    “ข้าฯ ได้รับมอบหมายให้นำเอกสารเหล่านั้นไปแจกแก่สื่อมวลชน ซึ่งเอกสารที่ไปแจกนั้นมิได้หมายความว่าผู้ที่มีชื่อในเอกสารเป็นผู้เกี่ยวข้องในฐานะอยู่ในขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในลักษณะต่างๆ ซึ่งให้สังคมพิจารณาและวินิจฉัยเอาเอง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในเอกสาร ว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกันในฐานะอะไร เช่น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะญาติพี่น้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะผู้ทำธุรกิจร่วมกันอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมิได้แถลงเลยว่า บุคคลทั้งปวงเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ในขบวนการ และมิได้ให้หมายความเช่นนั้น

 

    แต่หลังจากนั้นมีสื่อมวลชนนำเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ไปขยายผล ขยายความ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในแผนผังดังกล่าว ทำให้ได้รับความเสียหายจากมุมมองของสังคม เพราะเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตัดสิน ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะฟ้องร้องกับผู้ที่นำไปขยายความในทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของ ศอฉ. ก็สุดแล้วแต่บุคคลเหล่านั้นจะพิจารณา”

 

    จึงเป็นบทสรุปที่ชัดเจนว่า “ผังล้มเจ้า” ที่นำมาแถลงนั้นจริงเท็จอย่างไร

    นอกจากนี้คนยังจดจำเขาได้จากการเป็นโฆษกกองทัพบก ที่มาการันตีประสิทธิภาพของเครื่องตรวจระเบิดกำมะลอ “GT 200” อย่างแข็งขัน  ครั้งนั้นเขาให้สัมภาษณ์รายการเรื่องเด่นเย็นนี้ทางช่อง 3 ว่า  “ผมอยากขยายความหลักการทำงานนิดหนึ่ง สสารทุกอย่างในโลกมนุษย์ จะมีสนามแม่เหล็กของมัน ซึ่งจะแตกต่างกัน หลักการของการใช้เครื่อง GT200 ก็คือ เราจะตรวจหาอะไร เราก็เอาสารชนิดนั้นมาทำเป็นเซ็นเซอร์การ์ดแล้วใส่เข้าไปในนี้ ซึ่งก็จะมีสนามแม่เหล็กเกิดขึ้น สมมติว่าเราใส่เรื่องของยาเสพติด ยาไอซ์เข้าไป เมื่อเครื่องทำงานก็จะไปตรงกับยาไอซ์ ซึ่งอยู่ในภูมิประเทศที่เรากำลังหา เนื่องจากมีสนามแม่เหล็กที่ตรงกัน ตัวเสาสัญญาณจะเบนไปหา แต่ลักษณะการใช้เครื่อง GT200 จะเหมือนการใช้แผนที่เข็มทิศ ก็คือต้องเดินสอบ เขาเรียกสอบแนวเส้นเล็ง เดินตามแกน X แกน Y เพื่อให้แนวเส้นเล็กตัดกัน จะกำหนดเป็นพื้นที่คร่าวๆ ได้ อาจจะรัศมี 3 เมตร จริงๆ แล้วในการปฏิบัติเพื่อกำหนดพื้นที่ให้แคบลง ว่าตรงไหนมีความน่าจะเป็นที่จะมีวัตถุระเบิดหรือวัสดุที่เราจะหาอยู่”

 

อย่างไรก็ตามจนถึงวันนี้ทุกคนคงทราบแล้วว่า “GT 200” ใช้งานได้หรือไม่ และความจริงเป็นเช่นไร

    จวบจนมาดำรงตำแหน่งโฆษกรัฐบาล เขาก็ยังแรงไม่เลิก ด้วยมีเป้าหมายพิทักษ์รัฐบาลอย่างเต็มที่  แม้จะถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องข้อมูลในหลายๆ อย่าง  และมองว่าการให้ข่าวของเขานั้นเป็นการสร้างภาพบวกให้รัฐบาลจริงหรือ   เช่นจากกรณีที่   “ศุภกิจ ปั้นแปลก”  ชายชาวพิจิตร ที่ผูกคอตาย โดยภรรยาของผู้ตายให้ข้อมูลว่า ก่อนตายสามีเคยบ่นว่าราคาข้าวตอนนี้เหลือเพียงเกวียนละ 5-6 พันบาท จะอยู่กันได้หรือเปล่า เพราะว่าเป็นหนี้สหกรณ์จำนวนมาก  เช่นเดียวกับผู้ใหญ่บ้าน ที่ออกมาระบุว่าการเสียชีวิตนั้นน่าจะมาจากความเครียดเรื่องราคาข้าวตกต่ำ

 

    แต่ “พล.ท.สรรเสริญ” กลับออกมาให้ข่าวว่า  รับทราบข้อมูลเบื้องต้นจากทางผู้ว่าราชการจังหวัดและประชาสัมพันธ์จังหวัดพิจิตร ว่าบุคคลที่เสียชีวิตมีอาชีพช่างแอร์และมีหนี้สินส่วนตัว ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับชาวนาเลย     ทั้งนี้ในช่วงดังกล่าวมีปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ทำให้พล.ท.สรรเสริญพยายามจะอธิบายว่าผู้ตายไม่ได้เป็นชาวนาจริงๆ

 

    ทำให้ภรรยาของผู้ตายต้องออกมาร่ำให้ยืนยันว่า ที่ผ่านมาทำนาเป็นหลัก และนายศุภกิจผู้ตายแม้จะเคยเป็นช่างแอร์จริง แต่ก็เป็นเพียงงานอดิเรก และเลิกทำมานานแล้ว  และท้าให้พล.ท.สรรเสริญลงมาถามคนในพื้นที่ว่าสามีของตนทำนาจริงหรือไม่

 

    นอกจากนี้กรณีที่เกิดเหตุระเบิดที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 ในคืนนั้นเอง พล.ท.สรรเสริญ ก็รีบออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองว่าเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวโยงกับเรื่องการเมือง โดยเขาระบุว่า  “แนวโน้มมีความเป็นไปได้ว่า น่าจะเป็นกลุ่มผู้เสียประโยชน์เดิมๆ ที่ต้องการสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในประเทศ ทำลายบรรยากาศต่างๆ ของประเทศเราที่กำลังจะดีขึ้น”

 

    “คงเป็นการกระทำของผู้เสียประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เสียประโยชน์ด้านการเมือง” พล.ท.สรรเสริญ ให้สัมภาษณ์กับทาง ไทยพีบีเอสในคืนเดียวกัน

 

    แน่นอนว่าทางฝ่ายการเมืองต้องออกมาปฏิเสธกันพัลวัน เพราะข้อกล่าวหานี้ร้ายแรงยิ่งนัก

 

    อย่างไรก็ตาม สุดท้ายกลับสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุเป็นชาวต่างชาติคือ นายอาเด็ม คาราดัก  และ ไมไรลี ยูซุฟู  ชาวอุยกูร์ โดยคาดว่าเป็นเรื่องการก่อร้ายอันเนื่องจากความไม่พอใจที่ไทยส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน  

 

    และกับกรณีล่าสุด ภายหลังจากที่เกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มผู้คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพา ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.สงขลา  ทั้งนี้ก่อนหน้านั้นมีการระบุว่าหนึ่งในแกนนำคือ “มุสตาร์ซีดีน วาบา หรือที่เรียกกันว่า “แบมุส” ได้หายตัวไป และมีข้อสงสัยว่าถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุมไป

 

    แต่จู่ๆ “เสธ.ไก่อู” ก็มาพูดกลางรายการเดินหน้าประเทศไทย  ที่ออกอากาศทุก 6 โมงเย็นว่า “มุสตาร์ซีดีน วาบา ชื่อเล่นว่า แบมุส คนนี้มีภาพออกไปในโซเชียลมีเดียว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับไป หรือเจ้าหน้าที่ทหารจับไป วันนี้ (28 พ.ย.) ยังไม่ได้กลับบ้านเลย ก็ถามท่านแม่ทัพภาพที่ 4 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา พล.ต.ต.ปรีดา (พล.ต.ต.ปรีดา เปี่ยมวารี) ตรวจสอบแล้วยืนยันว่าทั้งตำรวจและทหารไม่มีใครจับตัวไป ไม่ได้เก็บตัวไว้ แต่ว่าท่านหายไปไม่กลับบ้าน ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปได้ไหมว่าลักษณะจะเหมือนที่สะบ้าย้อย เมื่อไม่นานมานี้ เขาบอกว่าหายไม่กลับบ้าน ถูกตำรวจ ถูกทหารจับไป แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง ก็ปรากฏว่าท่านหนีไปเที่ยวกับหญิงที่ไม่ใช่ครอบครัวของท่านที่สตูล”

 

    “อันนี้แค่ตั้งข้อสังเกต ผมไม่ได้ว่าคุณแบร์มุสนะ

    เป็นอีกครั้งที่การให้ข่าวของ “พล.ท.สรรเสริญ” สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจ  แม้ไม่บอกว่า “แบมุส” หนีไปไหนตรงๆ  แต่การกล่าวเช่นนี้ก็ย่อมเป็นการชี้นำวิธีคิดได้ และแน่นอนความไม่พอใจก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง

 

    ต้องบอกว่านี่คือ “สไตล์” ของ “โฆษกรัฐบาล” และ “อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์”  คนปัจจุบันที่มุ่งเน้นที่จะสร้างความชอบธรรมและชี้แจงให้รัฐบาลมีภาพลักษณ์ที่ดี  แต่กลับไม่เลือกวิธีการ จนทำให้ทุกอย่างดูจะกลับตาลปัตรและเลวร้ายลง รวมถึงเป็นผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของตัวผู้ให้ข่าวและ “ต้นสังกัด” เองด้วย

 

 

บทความโดย “อสรพิษ”

กำลังโหลดบทความถัดไป...