กำลังอ่าน :
ปรากฏการณ์ “คนเคยรัก” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
เขียนโดย : WorkpointShorts
เรื่องน่าสนใจ

ปรากฏการณ์ “คนเคยรัก” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

View 10 นาที 5 กุมภาพันธ์ 2018
เขียนโดย
WorkpointShorts
SHARE
COMMENT

ถึงนาทีนี้ต้องบอกว่ารัฐบาล “น่วม” แบบสุดๆ  พูดกันแบบตรงไปตรงมาต้องบอกว่า หาก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา”  ปลดสลักระเบิดที่ชื่อ “ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ไม่ได้ หรือทำช้าไปกว่านี้ ถึงนาทีนั้นอาจไม่ทันการณ์

 

ที่ผ่านมาการจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ “คนเคยรัก” หรือคนที่เป็น “กองหนุน” ต่างส่ายหน้าและออกมาโจมตีรัฐบาล  จากเรื่องนาฬิกาหรู ลามไปเรื่องต่างๆ  ทำให้คนเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ต้องยอมรับว่าที่คณะรัฐประหารชุดนี้ยังอยู่ได้อย่างเข้มแข็งแม้จะครองอำนาจมาเกือบสี่ปี นั่นก็เพราะมีประชาชนส่วนหนึ่งพร้อมที่จะสนับสนุน  และคนเหล่านั้นถือเป็นกองหนุนชั้นดีโดยมาจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ

 

แต่มาถึงวันนี้ จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนเริ่มถอยห่างและออกมาวิพากษ์วิจารณ์ หลายคนที่เคยร่วมม็อบไล่  “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”  และเรียกร้องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งก็เริ่มตั้งงคำถามว่า สิ่งที่กำลังเป็นไปนั้นต่างจากสิ่งที่ตนเคยออกมาเคลื่อนไหวอย่างไร

 

ข้อครหาเรื่องทุจริต ข้อสงสัยเรื่องการเอื้อประโยชน์พวกพ้องและเครือญาติ  ล้วนป็นสิ่งที่พวกเขาเคยใช้เป็นข้ออ้างในการขับไล่ขั้วอำนาจเดิมทั้งสิ้น และในขณะนี้กลับมาเกิดขึ้นกับรัฐบาลที่ตัวเองสนับสนุน จึงไม่แปลกที่พวกเขาแม้จะพยายามทำความเข้าใจ แต่เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นขัดความรู้สึกมากๆ การถอยห่างก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมชาติ

 

เราเห็นได้ตั้งแต่กลุ่ม NGOs ที่เคยสนับสนุนออกมาต่อต้าน กองเชียร์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง หรือแม้แต่ ผอ.นิด้าโพลล์ ที่ประกาศตัวชัดว่าสนับสนุนรัฐประหาร สนับสนุน “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก็ยังลาออกเพราะเชื่อว่าถูกแทรกแซงการทำโพลล์ และล่าสุดกับ “เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์” และบทกวี “แหวนเพชรแทงตา นาฬิกาแทงใจ”

 

ไม่เพียงแต่คนเด่นคนดังเท่านั้นที่เริ่มออกห่าง หากแต่ประชาชนที่เคยสนับสนุนทั่วไปก็อยู่ในความรู้สึกแบบเดียวกัน

 

หรือกระทั่งสื่อมวลชนหลายๆ สำนักที่ไม่เคยอินังขังขอบกับการใช้อำนาจอย่างย่ามใจของรัฐบาลและ คสช. ก็เริ่มออกมาโจมตีกันอย่างถ้วนหน้า

 

 

การเริ่มออกมาปฏิเสธรัฐบาลที่พวกเขาเคยสนับสนุนมิใช่จุดร่วมเดียวเท่านั้น หากพวกเขายังมีจุดร่วมอันว่าด้วย การยังไม่ยอมรับว่าสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องมานั้นเป็นตัวสร้างปัญหา

 

พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความผิดพลาดอันเกิดแต่ตัวบุคคลเท่านั้น หากไม่ได้เกิดจากระบบที่พวกเขาเรียกร้องมาสร้างปัญหาให้เกิดขึ้น

 

เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเพราะ “คนไม่ดี” ที่เข้ามาอยู่ในระบอบที่พวกเขาเรียกร้องเท่านั้น พวกเขาคิดว่า “ประวิตร วงษ์สุวรรณ” เป็นเพียงความ error เท่านั้น เพราะระบอบที่พวกเขาต้องการนั้นคือการมีคนดีเข้ามาปกครอง

 

นี่คือการมองอย่างแยกส่วน และไม่ยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมาจากระบอบที่พวกเขาเรียกร้องขึ้นมา

 

 สิ่งที่เป็นอยู่เช่นการทุจริตอย่างกว้างขวางจะเกิดขึ้นไมได้หากปราศจากการเกื้อหนุนของระบอบ นั่นคือการที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

 

กี่ครั้งที่มีคนเคยพยายามตั้งคำถามเกี่ยวกับการทุจริต แต่ก็ถูกรัฐบาลปิดปากด้วยข้อหาต่างๆ แต่วันนั้นกองเชียร์เหล่านี้เองที่ออกมาโจมตีคนซึ่งตรวจสอบทุจริตของรัฐบาลโดยบอกว่าเป็นพวกปั่นป่วน พวกสร้างความไม่สงบ แถมยังโยนข้ออื่นๆ เช่นเป็นพวกอำนาจเก่า จนลามไปถึงข้อหาอื่นที่หนักกว่านั้น

 

มาวันนี้ รัฐบาลก็ยังใช้วิธีแบบเดิมๆ ในการจัดการผู้ที่เข้ามาตรวจสอบ เพราะเคยเห็นว่าเคยใช้ได้ผลและมีผู้สนับสนุน

 

เมื่อมีคนออกมาโวยวายเรื่องการใช้ อำนาจอันมิชอบ เรื่องการออกกฎหมายชนิดไม่เป็นธรรมและไม่ยึดอยู่บนหลักนิติรัฐนิติธรรม กองเชียร์เหล่านี้เองที่เพิกเฉย โดยอ้างว่าเป็นกระบวนการปฏิรูป มาวันนี้รัฐบาลก็ทำแบบเดิมๆ เพราะเคยทำได้แบบย่ามใจ

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะระบอบทีสร้างขึ้นมานั้นไม่เอื้อต่อการตรวจสอบ มีปรัชญาทางรัฐศาสตร์สายหนึ่งเชื่อว่าไม่มีรัฐบาลใดจะเป็นรัฐบาลที่ดีได้ หรือไม่มีผู้มีอำนาจคนใดที่จะไม่หลงใหลหรือใช้อำนาจแบบสุดขั้ว ที่เขายังไม่ใช้อำนาจแบบย่ามใจนั่นเป็นเพราะเขายังไม่มีอำนาจ และเมื่อใดที่เขามีอำนาจและใช้อำนาจได้มากขึ้น เขาก็จะเริ่มใช้อำนาจอย่างยามใจ และใช้อำนาจในทางที่ผิด

 

 ดังนั้นสิ่งที่ป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ หรือเกิดรัฐบาลอันไม่พึงประสงค์จึงไม่ใช่การหาคนดีมาปกครอง หรืออัญเชิญคนดีเข้ามาเป็นผู้ปกครอง หากแต่ต้องสร้างระบอบที่สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจได้

 

 ผู้มีอำนาจหรือผู้ปกครองนั้นจะดีได้มิใช่ด้วยตัวเอง  หากแต่จะดีได้เพราะเคารพต่อเจ้าของอำนาจและระบบการตรวจสอบ

 

เมื่อใดที่ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ เมื่อนั้นเองที่อำนาจเบ็ดเสร็จจะกระทำเรื่องราวแบบเบ็ดเสร็จ

 

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือเป็นเรื่องผิดพลาดที่ได้คนไม่ดีเข้ามาปกครองบ้านเมือง หากแต่เป็นระบบที่สร้างความไม่ดีให้เกิดขึ้น

 

การมองว่าความไม่ดีเกิดขึ้นเพราะ ความผิดพลาดที่ตัวบุคคล เช่นเดียวกับทีมองว่า “ประวิตร วงษ์สุวรรรณ” กำลังพา “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ลงเหว จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและมองแบบแยกส่วน

 

เพราะระบบอันไม่เหมาะสมได้สร้างสิ่งที่อันตรายให้เกิดขึ้น เช่นเดียวกับที่ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ไม่ได้โตมาแบบเดี่ยวๆ หากมาเพราะผู้อุปถัมภ์ขของเขาอย่าง “ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ซึ่งถือเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน

 

ระบอบเดียวที่จะสร้างความเกรงกลัวในการใช้อำนาจคือ “ระบอบประชาธิปไตย” ซึ้งถูกออกแบบให้ประชาชนเป็นใหญ่ และวางให้ประชาชนตรวจสอบการใช้อำนาจได้อย่างเข้มข้น

 

 ดังนั้นการที่กองหนุนพยายามที่จะแยกส่วน บอกว่ายังสนับสนุนการรัฐประหาร และสนับสนุนรัฐบาลคนดี แต่ไม่สนับสนุนบางคนในรัฐบาลที่ไม่ดี จึงเป็นเพียงการหลอกตัวเองว่าสิ่งที่ทำมานั้นไม่ได้มีอะไรผิดพลาด  หากแต่เป็นเรื่องของคนบางคนเท่านั้น และพวกเขาก็ไม่ได้เรียนรู้ว่าอะไรที่จะทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

 

หากยังไม่ตระหนักรู้เรื่องแบบนี้และยังสนับสนุนระบอบเช่นว่า โดยล้มระบอบที่สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจได้อยู่เรื่อยๆ เรื่องแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา และไม่ต้องไปแสวงหาคนดีที่ไหนเพราะที่สุดแล้วระบอบเช่นนี้เองที่จะเปลี่ยนคนดีให้กลายเป็นคนไม่ดีขึ้นมาได้

 

ไม่แปลกที่เรายังสอนให้เลือกคนดีมาบริหารประเทศ เพราะเรายังไปไม่ถึงปรัชญาที่จะสร้างระบอบมาเพื่อควบคุม “ปีศาจ” ที่อยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน

 

 

 

บทความโดย “อสรพิษ”

 

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...