กำลังอ่าน :
หวั่นไหวแต่ไม่แคร์! เปิดใจนักลงทุน Bitcoin ใช้เงินน้อยแลกเงินเยอะ
เขียนโดย : WorkpointShorts
เรื่องน่าสนใจ

หวั่นไหวแต่ไม่แคร์! เปิดใจนักลงทุน Bitcoin ใช้เงินน้อยแลกเงินเยอะ

View 14 นาที 10 กุมภาพันธ์ 2018
เขียนโดย
WorkpointShorts
SHARE
COMMENT

กำไร 5 เท่าหรือ 10 เท่า อาจฟังดูมากเมื่อนำเงินไปลงทุนในรูปแบบอื่น แต่สำหรับการลงทุนใน Cryptocurrency หรือสกุลเงินดิจิตัล กำไรเท่านี้จัดว่า “จิ๊บๆ” เพราะส่วนใหญ่มักได้ 20 เท่าเป็นขั้นต่ำหรือสูงสุด 200 เท่าเลยก็มี!!

 

เมื่อ “ความรวย” ไม่เข้าใครออกใคร นักลงทุนจำนวนมากจึงใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มาเสิร์ฟอยู่ตรงหน้าเพื่อสร้างฐานะที่ดีกว่า และ Cryptocurrency ก็คือคำตอบ

 

ปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงต้นปีนี้ กระแส Cryptocurrency ในไทยเติบโตแบบพุ่งพรวด ดึงดูดให้นักลงทุนไม่ว่าจะหน้าใหม่หรือหน้าเก่า “เทรด” สกุลเงินดิจิตัลกันดูสักตั้ง ทั้งสกุลเงินซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกอย่าง Bitcoin, Ethereum, Ripple, Litecoin หรือ OmiseGO ของ Omise บริษัทฟินเทคมาแรงแห่งยุค ก่อตั้งโดย อิศราดร หะริณสุต และ Jun Hasegawa ที่ระดมทุนในรูปแบบ ICO (Initial Coin Offering) ไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งก็มีนักลงทุนให้ความสนใจอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง และระดมทุนไปได้ถึง 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

แม้รัฐบาลหลายประเทศรวมถึงไทยจะออกโรงเตือนประชาชนว่าการเทรดสกุลเงินดิจิตัลมีความเสี่ยงสูงและยังไม่มีกฎหมายรองรับ

 

แม้จะมีความหวาดหวั่นว่า Bitcoin อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ผิดกฎหมาย

แม้ราคา Bitcoin จะผันผวนขึ้นๆ ลงๆ

แม้บรรดาธนาคารและนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกหลายรายจะออกความเห็นว่า Bitcoin จะเข้าสู่สภาวะวิกฤตฟองสบู่แตกเข้าสักวัน

 

แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เพราะบรรดานักลงทุนจำนวนมากก็ยังลุยเทรด Bitcoin หรือสกุลเงินดิจิตัลอื่นๆ โดยไม่หวั่นต่อกระแสสังคมที่กำลังตั้งข้อสงสัยอย่างหนาหู!!

 

หวั่นไหวแต่ไม่แคร์

“มุมมองของผมที่มีต่อ Cryptocurrency คือมันเป็นสิ่งใหม่และเป็นอนาคต เหมือนยุคขุดทองในสมัยก่อน เพียงแต่ตอนนี้คือโลกดิจิตัล เมื่อก่อนคนก็เทรด Forex กัน แล้วก็มีบางคนรู้สึกว่า Bitcoin สามารถขึ้นไปถึง 10,000 ดอลลาร์หรือมากกว่านั้นได้ ก็เลยเกิดการเทรดเพื่อเก็งกำไร พอราคาขึ้นไปถึง 5,000 ดอลลาร์ 10,000 ดอลลาร์ จนไปแตะที่ 20,000 ดอลลาร์ คนอื่นก็เข้ามาเล่นเพราะเห็นว่าคนที่ซื้อ Bitcoin รวยกันหลายเท่า” สกลกรย์ สระกวี ผู้ก่อตั้งคอมมูนิตี้ Bitcoin Thai Club ที่ตอนนี้มีสมาชิกประมาณ 1 แสนคน บอก

 

สกลกรย์ ที่คลุกคลีกับเทคโนโลยีมานาน รู้จัก Bitcoin ตั้งแต่ปลายปี 2556 โดยซื้อเครื่องขุดราคาหลักล้านบาทมาขุด Bitcoin เขาบอกว่าช่วงนั้นกระแสเงินดิจิทัลยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างเท่าไหร่ จะอยู่แค่ในแวดวงผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมากกว่า จนเมื่อลาออกจากการเป็นผู้บริหาร บริษัท การีน่า ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงศึกษาเรื่องสกุลเงินดิจิตัลอย่างจริงจัง ก่อนจะหยุดขุด Bitcoin แล้วหันมาเทรดอย่างเดียว

 

เขาบอกว่าการที่ไม่ได้ขุดมาหลายปีอาจทำให้ไม่สามารถให้ข้อมูลได้มากนัก แต่ก็บอกว่าทุกวันนี้มีทั้งคนที่ขุดเองแบบรายบุคคล ซึ่งกำไรอาจน้อยหน่อย กับบางคนที่พยายามรวมกลุ่มกัน อาจเป็นในรูปแบบรวมทุนเพื่อขอพื้นที่ใกล้โรงไฟฟ้าให้ได้ค่าไฟที่ถูกลง หรือเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมเพื่อเปิดเป็นฟาร์ม ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ค่อยเปิดเผยรายละเอียดอะไรมาก แต่เท่าที่ทราบคือมีลักษณะนี้หลายรายและมีหลายร้อยเครื่อง นิยมขุดสกุลเงินดิจิตัลอื่นๆ ที่มีแนวโน้มทำกำไรโดยไม่ได้เล็งที่ Bitcoin เพียงสกุลเดียว

 

สำหรับนักขุดและนักเทรด Bitcoin หรือสกุลเงินดิจิตัลอื่นๆ ส่วนใหญ่ในเมืองไทยจะเป็นกลุ่มคนที่เพิ่งจบใหม่และกลุ่มวัยทำงาน แต่ก็มีกลุ่มวัยรุ่นอายุ 13-18 ปีที่ให้ความสนใจเข้ามาเทรด Bitcoin บ้าง คิดเป็นจำนวนเกือบ 10% ในคอมมูนิตี้ที่เขาดูแลอยู่

 

ดังนั้น Cryptocurrency จึงกลายเป็นการลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่เงินเก็บออมหลักหมื่นอาจเปลี่ยนเป็นหลักแสนได้ในพริบตา เพราะสกุลเงินดิจิตัลบางสกุลราคาขึ้นเร็วมากภายในระยะเวลา 1 เดือน หรือบางตัวเปิดวันแรกเข้ามาเลย 20 เท่าก็มี

 

สกลกรย์ยังบอกด้วยว่า ส่วนใหญ่คนที่เทรด Cryptocurrency เป็นการ “เอาเงินน้อยแลกเงินเยอะ” คนที่รวยส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เพิ่งเรียนจบและวัยทำงาน ดังนั้นคนกลุ่มนี้อาจมีเงินลงทุนที่หลักแสนหรือหลักล้านต้นๆ ก็มาเล่น Bitcoin บางคนทำเงินได้ถึง 200 เท่า บางคน 100 เท่า หรือบางคนก็ 20 เท่า ขึ้นอยู่กับจังหวะในแต่ละช่วง และการเล็งเหรียญที่มูลค่าและส่วนแบ่งทางตลาดต่ำเพื่อให้ได้เงินหลายเท่าแล้วเอาเงินนั้นไปต่อยอด

 

“อย่างคนรอบๆ ที่เล่น Bitcoin ส่วนใหญ่กำไรเฉลี่ยอยู่ที่ 20 เท่าเป็นขั้นต่ำ เอาง่ายๆ ถ้าคุณมีเงิน 1 แสนบาท คุณก็ได้เงินประมาณ 2 ล้าน แต่ถ้าคุณมีเงิน 1 ล้าน คุณก็จะมีเงินเฉลี่ย 20 ล้าน เท่าที่ผมสังเกตก็เฉลี่ยประมาณนี้

 

“ปีที่แล้วเหรียญเกือบทุกเหรียญมันขึ้นทวีคูณ สมมติซื้อตัวหนึ่งขึ้น 20 เท่า แล้วขายเพื่อไปซื้ออีกตัวหนึ่งที่ต่อมาราคาขึ้น 10 เท่า แล้วยังมีกระแส ICO เลยทำให้ความรวยของทุกคนขึ้นมาเยอะ ซึ่งคนที่กำไรเยอะก็จะรู้สึกว่าไม่ได้เสี่ยงมากเพราะต้นทุนเขาถูกแล้วได้มาเยอะ ปัญหาคือคนที่เข้ามาใหม่ที่มีความเสี่ยงเยอะกว่า เพราะเขาเข้ามาในวันที่เกือบทุกตัวราคาสูงหมด ดังนั้นจึงมีทั้งคนได้และเสีย ซึ่งคนที่เสียคือคนที่กะรวยทางลัด”

 

ถึงจะมีข่าวที่กระทบความมั่นใจนักเทรดเป็นระยะๆ แต่สกลกรย์ก็มองว่าอย่างไรก็ตาม Cryptocurrency จะเข้ามามีบทบาทในการลงทุนในอนาคตมากขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้

 

“สังเกตว่าคนจะซื้อ Bitcoin กันทุกราคา แต่ถ้ามีข่าวร้ายทุกคนก็พร้อมจะขายเพราะเขาหวั่นไหวกับข่าวร้าย มีข่าวทีหนึ่งราคาก็ลงหนัก แต่ปัญหาคือเวลามันเด้งก็เด้งแรง คนที่ขายไปแล้วก็จะเข้ามาใหม่และเข้าในราคาที่สูงขึ้น ส่วนคนที่ไม่ขายคือคนที่ได้กำไรเยอะ เขารู้สึกว่าไม่เป็นไร รอได้ ส่วนคนที่ขายคือคนหน้าใหม่ที่อาจเอาเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวันหรือเอาเงินที่ไม่ใช่เงินเก็บไว้ลงทุนมาเล่น คนพวกนี้จะหวั่นไหวกับราคา เพราะ Cryptocurrency สามารถลง 50% ได้ในเวลา 2 วัน”

 

 

ทุกการลงทุนมีคนล้มละลาย

“ปีที่แล้วกระแส Cryptocurrency มาแรงมาก ก็มีทั้งคนที่ได้และคนที่เสีย ใครที่เข้าตลาดก่อนก็จะได้รีเทิร์นสูงกว่าคนที่เข้ามาทีหลัง อย่างต้นปีที่แล้วแทบไม่มีใครขาดทุนเลย เพราะจากเดิมตลาดนี้ที่มีมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ก็โตเป็นหลักแสนล้านดอลลาร์” จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตผู้ก่อตั้ง coins.co.th เล่า

 

จิรายุสเคยทำงานด้านวาณิชธนกิจที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งการอยู่ในศูนย์กลางการเงินและเทคโนโลยีของเอเชียทำให้เขารู้จักสกุลดิจิตัลได้เร็วกว่าคนในวงกว้าง และเริ่มสนใจ Bitcoin ประมาณปลายปี 2556 ที่ราคาขึ้นไปถึง 1,000 ดอลลาร์ จึงเข้าไปอ่าน “ไวท์ เปเปอร์” ที่เขียนโดย Satoshi Nakamoto ก็พบว่าสิ่งที่น่าสนใจของ Bitcoin ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่เป็นเรื่องเทคโนโลยีซึ่งรองรับโลกอนาคตที่จะทำให้คนสามารถแลกเปลี่ยนมูลค่ากันได้โดยไม่ต้องมีตัวกลางอีกต่อไป จึงลาออกจากงานและเปิดบริษัทสตาร์ทอัพด้านการลงทุน Bitcoin ในไทยคือ coins.co.th ในช่วงต้นปี 2557

 

เขาเล่าว่าสมัยนั้นคนมักคิดว่า Bitcoin คือแชร์ลูกโซ่ แล้วคนไทยจำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้เข้าไปศึกษาและมีความคิดที่ติดลบกับสกุลเงินดิจิตัล ส่วนคนที่เข้าใจมากกว่าก็คือคนในแวดวงเทคโนโลยีและชาวต่างชาติ

 

“พอปี 2558-2559 เทรนด์ก็จะเป็นว่า Blockchain มาเปลี่ยนแปลงโลก Bitcoin คือสิ่งที่ไม่ดี พอปี 2560 Bitcoin กลายเป็นสิ่งที่ดีมากแล้ว ซึ่งจริงๆ Bitcoin และ Blockchain เป็นเทคโนโลยีตัวเดียวกัน Bitcoin เป็นแค่ token หนึ่งใน Blockchain ก็ต้องใช้เวลากว่าที่ทุกคนจะเข้าใจ”

 

จิรายุสมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกับสกลกรย์ คือเห็นว่าอายุของคนที่ลงทุน Bitcoin เป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพราะเทคโนโลยีทำให้ทุกคนเท่าเทียมและเข้าถึงการลงทุน Cryptocurrency มากขึ้น ทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือต่ออินเตอร์เน็ตก็สามารถลงทุนได้โดยไม่ต้องมีบัญชีธนาคารด้วยซ้ำ ซึ่งต่างจากการลงทุนหุ้นที่จำเป็นต้องมีเงินจำนวนหนึ่งและต้องเปิดบัญชี

 

เขาไม่ขอเปิดเผยรายได้หรือกำไรจากการลงทุนเทรด Cryptocurrency โดยบอกเพียงว่าการลงทุนดังกล่าวมีทั้งคนได้และคนเสีย ซึ่งคนที่เสียหนักบางคนก็ถึงขั้นฆ่าตัวตาย เช่นนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ที่ขาดทุนอย่างหนักจากการเทรดสกุลเงินดิจิทัล

 

อดีตผู้ก่อตั้ง coins.co.th บอกด้วยว่า ตอนนี้มีสกุลเงินดิจิตัลประมาณ 1,500 เหรียญ ซึ่งไม่ใช่ทุกเหรียญที่จะมีนวัตกรรมที่คุ้มค่าในการลงทุน แต่ส่วนใหญ่ถ้ายังไม่ขายก็ยังไม่ขาดทุน ดังนั้นถ้าจะเข้ามาวงการนี้ก็ต้องสามารถยอมรับความเสี่ยงที่ราคาจะขึ้นลงได้ด้วย

 

“ทุกการลงทุนมีคนล้มละลาย ดูในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ได้ มันไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณลงทุนตัวไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณมีความรู้เรื่องการเงินมากพอหรือเปล่า คุณจะลงทุนในอสังหาฯ ลงทุนในทอง ก็ล้มละลายได้หมด แต่อย่าง Bitcoin เป็นเครื่องมือตัวใหม่ ซึ่งเทคโนโลยีหลังบ้านของมันคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกจริงๆ ยุคของเรา Blockchain มันมาแล้ว ผมไม่อยากให้เหมารวมว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี มีบางตัวที่คุณลงทุนแล้วเกษียณได้เลย แต่ก็มีตัวที่ไม่ดีเหมือนกัน อยูที่นักลงทุนเลยว่ามีความรู้มากน้อยแค่ไหน”

 

ความเห็นของจิรายุสที่มีต่อ ICO นั้น เขาบอกว่า เป็นเรื่องที่มาแน่นอนและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มาเปลี่ยนแปลงทุกวงการ และตอนนี้ก็มาถึงวงการธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งข้อแตกต่างของ ICO จากการลงทุนอื่นคือสิ่งที่เรียกว่า “decentralized business company” คือการเป็นบริษัทที่วิ่งได้ด้วยตัวเองหรือเป็นบริษัทเจเนอเรชั่นใหม่

 

ดังนั้นการลงทุนในรูปแบบ ICO จึงเป็นการเข้าไปลงทุนในบริษัทที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ก่อนที่คนอื่นจะเข้าไปลงทุน ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้การระดมทุนแบบ ICO ในไทย “รุ่ง” หรือ “ร่วง” อยู่ที่กฎเกณฑ์หรือกฎหมายต่างๆ ที่ขณะนี้ยังต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพูดคุยเพื่อหาทิศทางที่ชัดเจนต่อไป

 

 

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร นักเทรด Bitcoin น่าจะมีคำตอบในใจกันไว้แล้วเรียบร้อย…

 

 

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...