พ่อแม่ต้องระวัง! ไข้อีดำอีแดงระบาดในกลุ่มเด็ก

พ่อแม่ต้องระวัง! ไข้อีดำอีแดงระบาดในกลุ่มเด็ก

478027 ก.พ. 68 20:22   |     ข่าวเวิร์คพอยท์

พ่อแม่ผู้ปกครองต้องระวังไข้อีดำอีแดง กลับมาระบาดในเด็กอีกแล้ว ช่วงนี้พบบ่อยในเด็กอนุบาล-ประถม อาการเป็นยังไง ป้องกันแบบไหน หาคำตอบได้ที่นี่

(เรียบเรียงโดย กัญญาณัฐ อาศัย)

ไข้อีดำอีแดง เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสกรุ๊ปเอ (Group A Streptococcus) ซึ่งสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากจมูก น้ำลาย หรือแผลที่ติดเชื้อของผู้ที่มีอาการป่วย นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อผ่านทางอาหารหรือของใช้ร่วมกันได้ โดยเฉพาะในโรงเรียนหรือสถานที่เลี้ยงเด็กที่มีการใช้เครื่องใช้ร่วมกัน

 

โรคนี้พบได้บ่อยในเด็กอายุระหว่าง 5-15 ปี ซึ่งมีอาการเริ่มต้นที่ชัดเจน ได้แก่ ไข้สูง ปวดศีรษะ เจ็บคอ ต่อมทอนซิลบวมแดง และลิ้นแดงคล้ายสตรอว์เบอร์รี่ นอกจากนี้ยังมีผื่นแดงที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกระดาษทราย เมื่อสัมผัสจะรู้สึกสาก โดยมักพบที่แขนและหน้าอก

 

อาการของไข้อีดำอีแดง

  • ไข้สูง ประมาณ 38.3°C หรือมากกว่า
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • หนาวสั่น
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดท้อง
  • ผื่นแดง ที่มีลักษณะเหมือนกระดาษทราย
  • ลิ้นสตรอว์เบอร์รี่ ลิ้นแดงและบวม มีตุ่มเล็กๆ คล้ายสตรอว์เบอร์รี่
  • คอแดง คออักเสบร่วมกับมีอาการเจ็บคอ
  • ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต และมีปัญหาในการกลืนอาหาร

 

การรักษาโรคไข้อีดำอีแดง

ใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มเพนนิซิลิน เช่น อะม็อกซิลลิน หรือเซฟาโลสปอริน เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สั่งให้รับประทานยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 วัน แม้ว่าอาการจะดีขึ้นก่อน 10 วัน แต่การใช้ยาจนครบตามกำหนดยังคงสำคัญเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนอย่างโรคไข้รูห์มาติก หัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจรั่ว และไตอักเสบได้

 

วิธีป้องกันและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

  • หากมีอาการไข้อีดำอีแดง ควรพักอยู่ที่บ้านอย่างน้อย 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นเริ่มใช้ยาปฏิชีวนะ จนกว่าจะไม่มีไข้และอาการดีขึ้น
  • การล้างมือให้สะอาดบ่อยๆและล้านให้ถูกวิธี โดยเฉพาะหลังการไอ จาม หรือก่อนจับอาหาร
  • ควรแยกของใช้ส่วนตัว เช่น แก้วน้ำ ช้อน หรือผ้าเช็ดหน้าของผู้ป่วย
  • ปิดปากขณะไอ จาม หรือใส่หน้ากากอนามัย

 

โรคไข้อีดำอีแดงสามารถรักษาให้หายได้หากได้รับการดูแลและรักษาอย่างถูกต้อง การใช้ยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์แนะนำและการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน จะช่วยลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคได้


อ้างอิง: https://ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=96

TAGS:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง