เราควรคิดอย่างไร เมื่อดาราขวัญใจ เฉยชาต่อปัญหาการเมือง กับศิลปินหรือคนดังบางคน เราอาจจะชื่นชมเขาในผลงาน การแสดง แต่กับเรื่องทัศนคติทางการเมือง เขากลับเห็นต่าง และแสดงออกในสิ่งที่เรารับไม่ได้ ในความเฉยชาต่อความเป็นไปทางการเมือง ในสหรัฐอเมริกาเพิ่งเกิดขึ้นกับ ดรูว์ บรีส์ ควอร์เตอร์แบ็กทีมนิวออร์ลีนส์ เซนต์ส ที่วอชิงตัน โพสต์ ถึงกับให้คำนิยามว่า เป็นความผิดพลาดที่น่าเศร้าใจที่สุด ที่บอกว่าน่าเศร้าใจ เพราะนอกจากเรื่องการเมืองแล้ว บรีส์ถือว่าทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบมาตลอดทั้งในบทบาทนักกีฬา นักสังคมสงเคราะห์ และคุณพ่อ นี่คือเรื่องราวที่เป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ของสหรัฐอเมริกา ที่ปะทุขึ้นมาท่ามกลางกระแส Black Lives Matter    ขณะที่ทั่วโลกตอนนี้กำลังเผชิญภาวะวิกฤติทั้งเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาด ตามมาด้วยปัญหาเศรษฐกิจที่ทุกประเทศโดนกันถ้วนหน้าจากมาตรการต่าง ๆ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อหยุดยั้งการแพร่เชื้อ แต่สำหรับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา สองเรื่องที่กล่าวมากลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย เมื่อเกิดการลุกฮือขึ้นมาประท้วงเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับ จอร์จ ฟลอยด์ ชายชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่เสียชีวิตจากการถูกตำรวจผิวขาวใช้ความรุนแรงในขณะควบคุมตัว แม้ว่าอเมริกาจะเป็นประเทศที่พยายามแสดงให้เห็นว่าตนเองเป็นดินแดนที่มีความหลากหลาย แต่ว่าลึก ๆ แล้วยังคงมีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเลือกปฏิบัติต่อคนต่างสีผิวอยู่เสมอ การตายของฟลอยด์เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้คนในสังคมรู้สึกว่า ถึงเวลาที่จะต้องเรียกร้องกันแบบจริงจังแล้ว    หนึ่งในเหตุการณ์สมัยอดีตที่ถูกนำมาโยงกับเรื่องนี้คือเหตุการณ์เมื่อปี 2016 ที่ โคลิน เคเปอร์นิค นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลของทีมซานฟรานซิสโก โฟร์ตี้ไนเนอร์ส ในลีก NFL เคยใช้การคุกเข่าแทนที่จะยืนตรงเคารพธงชาติและเพลงชาติสหรัฐ ก่อนที่เกมการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนว่าเขารู้สึกไม่ภาคภูมิใจกับสัญลักษณ์ของชาติที่กดขี่คนผิวดำและคนผิวสี นักกีฬาอาชีพหลายคนเริ่มใช้วิธีการเดียวกันเพื่อแสดงจุดยืนดังกล่าว การคุกเข่าระหว่างเพลงชาติกลายเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการต่อต้านการเลือกปฎิบัติของผู้ที่มีความแตกต่างด้านสีผิว  แต่เมื่อมีผู้สนับสนุนก็ย่อมมีผู้ต่อต้าน มีคนอเมริกันจำนวนหนึ่งที่รู้สึกไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเคเปอร์นิคโดยกล่าวหาว่าเขาไม่ให้เกียรติเพลงชาติและธงชาติ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของประเทศ หลังจากทำการประท้วงอยู่ 1 ฤดูกาลเต็ม เคเปอร์นิคถูกยกเลิกสัญญาและกลายเป็นนักกีฬาอิสระที่สามารถไปเซ็นสัญญากับทีมใดก็ได้ ในฐานะผู้เล่นในตำแหน่งควอเตอร์แบ็กนั้น เขาถูกยกย่องว่าเป็นผู้เล่นฝีมือดีคนหนึ่งของวงการ ถ้าว่ากันเรื่องฝีมือล้วน ๆ ย่อมมีทีมอยากได้ตัวเขาแน่นอน  แต่ทว่า ด้วยความกังวลเรื่องการแสดงออกทางการเมือง ทำให้นับจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว ที่เขาไม่ได้เล่นอเมริกันฟุตบอลเลย เนื่องจากไม่มีทีมใดใน NFL ยอมเซ็นสัญญาดึงตัวเขาไปร่วมทีม ทำให้เคเปอร์นิคกลายเป็นบุคคลที่ถูกลืม แม้จะถูกพูดถึงอยู่บ้างจากการเป็นพรีเซนเตอร์ให้ไนกี้ แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับพื้นที่สื่อที่เขาควรจะได้รับจากการลงแข่งอเมริกันฟุตบอล จนกระทั่งเกิดเรื่องของฟลอยด์ขึ้น ท่าคุกเข่าของเขาถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเรียกร้องอย่างสงบอีกครั้ง เขาไม่ใช่บุคคลที่ถูกลืมอีกต่อไปแล้ว เคเปอร์นิคในตอนนี้กลายเป็นบุคคลที่ออกมาต่อสู้เพื่อความถูกต้องแต่กลับโดนเพิกเฉย และการมองข้ามประเด็นที่เขาเรียกร้องในวันนั้น ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเชื้อไฟที่เผาไหม้สถานที่ต่าง ๆ ในอเมริกา ณ วันนี้ การประท้วงได้เกิดขึ้นทั่วประเทศเป็นเวลาหลายวันติดต่อกัน ผู้คนกำลังมองหาทางระบายความอึดอัดกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น จนในที่สุดอเมริกาก็ได้ที่ระบายแห่งใหม่ที่ชื่อว่า ดรูว์ บรีส์ ควอเตอร์แบ็กของทีมนิวออร์ลีนส์ เซนต์ส   สำหรับแฟนกีฬาแล้ว บรีส์คือนักอเมริกันฟุตบอลขวัญใจคนทั้งประเทศ ภาพพจน์ของเขาคือบุคคลที่น่าเอาอย่าง นอกจากจะเป็นควอเตอร์แบ็กฝีมือเยี่ยมแล้ว เขายังคอยช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมออีกด้วย มีรายงานจาก Sports Illustrated ว่าตลอดการเล่นอาชีพของบรีส์ เขาบริจาคเงินเข้าองค์กรการกุศลไปแล้วกว่า 33 ล้านดอลลาร์ (ราว 1 พันล้านบาท) รวมไปถึงการบริจาคครั้งล่าสุดเป็นจำนวนเงิน 5 ล้านดอลลาร์ให้กับรัฐหลุยเซียนาเพื่อต่อสู้กับเชื้อโควิด-19 ทุกคนที่ได้รู้จักกับเขาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาเป็นคนที่มีจิตใจดีมาก ๆ คือพ่อพระแห่งวงการกีฬาของอเมริกาเลยก็ว่าได้ แต่แล้วทุกอย่างกลับพลิกผันภายในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากที่การสัมภาษณ์ของเขากับ Yahoo Finance ถูกเผยแพร่ออกไป บรีส์ถูกถามว่า เขาคิดเห็นอย่างไร ถ้าการตายของ จอร์จ ฟลอยด์ ทำให้การคุกเข่าประท้วงระหว่างเพลงชาติบรรเลงใน NFL กลับมาอีกครั้ง “ผมจะไม่มีวันเห็นด้วยกับใครก็ตาม ที่ไม่เคารพธงชาติสหรัฐอเมริกาหรือประเทศของเรา” บรีส์เริ่มต้นการตอบคำถามด้วยประโยคนี้ ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วก็จะทำให้ฮีโร่คนหนึ่ง กลายมาเป็นเป้าโจมตีของผู้ที่เห็นด้วยกับกระแส Black Lives Matter ทั่วสหรัฐ  ทีวีแทบทุกช่องในอเมริกามีการพูดถึงประเด็นนี้ และส่วนใหญ่ออกมาแสดงความผิดหวังกับความเห็นดังกล่าว โดยรู้สึกว่า สิ่งที่บรีส์แสดงออกมาคือความเฉยชาต่อปัญหาที่แท้จริง ปัญหาที่ทำให้ผู้คนต้องลงถนนกันในภาวะโรคระบาดเช่นนี้ และเหตุผลที่ทำให้ผู้คนรู้สึกผิดหวังมากก็คือ ประโยคดังกล่าวถูกพูดออกมาจากปากของ ดรูว์ บรีส์ ชายที่ถูกยกย่องให้เป็นฮีโร่ของคนอเมริกันทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน พวกเขาจะไม่รู้สึกอะไรเลยถ้าประโยคนี้ถูกพูดโดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ  แน่นอนว่าการออกมาแสดงความเห็นเชิงการเมืองลักษณะนี้ ย่อมมีคนที่มีแนวคิดด้านหนึ่งออกมายกมือสนับสนุน แต่ว่าในยามที่การประท้วงของอีกฝั่งถูกจุดติดไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้กระแสของฝั่งต่อต้านโหมเข้าใส่รุนแรงกว่าอย่างเห็นได้ชัด บรีส์เองก็ได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมทีมของเขา รวมถึงคนรู้จักอีกหลายต่อหลายคนที่เป็นคนผิวดำ และเขาก็ได้รู้ตัวว่า เขาทำผิดพลาด เขารู้แล้วว่าประโยคที่พูดออกไป ทำให้คนส่วนหนึ่งที่ยกย่องและชื่นชมเขาต้องรู้สึกแย่แค่ไหน ภาพของมือที่ประกบกันของคนขาวและคนดำ ถูกโพสต์ลงบนอินสตาแกรมของเขา พร้อมกับข้อความแสดงความเสียใจต่อทุกคน ที่รู้สึกเจ็บปวดกับประโยคที่เขาพูดออกไปก่อนหน้านี้ เขาบอกว่ารู้สึกแย่กับการที่ประโยคนั้นถูกตีความไปในทิศทางที่คนพูดถึงกัน และยืนยันว่าเขาเป็นพันธมิตร ไม่ใช่ศัตรู แม้จะออกมาขอโทษแล้ว แต่บรีส์เองก็รู้ดีว่า มันไม่เพียงพอแน่นอนที่จะเรียกความรู้สึกที่เสียไปกลับคืนมา สิ่งต่อมาที่เขาทำ คือการโพสต์วิดีโอเพื่อสื่อให้เห็นสีหน้าและแววตาของเขา ว่ารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นขนาดไหน พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาว่า เขาจะทำให้ดีขึ้น และจะพยายามเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหานี้ ในโพสต์ต่อมา บรีส์ได้แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เขาพูดออกมาทั้งหมดก่อนหน้านั้น ไม่ใช่เพียงคำพูดลอย ๆ เพื่อเอาตัวรอดแต่อย่างใด เมื่อรูปที่มีข้อความว่า “แด่ประธานาธิบดีทรัมป์” ถูกโพสต์ขึ้นบนอินสตาแกรมของเขาซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 1.7 ล้านคน จดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำประเทศฉบับนี้แสดงให้ผู้คนได้เห็นแล้วว่าเขาเอาจริงเอาจังขนาดไหน บรีส์ส่งข้อความถึงทรัมป์โดยบอกว่า หลังจากที่ได้พูดคุยกับเพื่อน เพื่อนร่วมทีม และผู้นำชุมชนคนผิวดำอีกหลายคน เขารู้แล้วว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น มันไม่ใช่ประเด็นที่เกี่ยวธงชาติ และเราต้องเลิกนำประเด็นนี้มาทำให้คนมองข้ามปัญหาที่แท้จริง ที่กำลังเกิดขึ้นกับคนผิวดำได้แล้ว  https://www.instagram.com/p/CBE4y_9Hj2S/ สิ่งที่บรีส์ทำหลังโดนกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากการออกมาแสดงความเห็นที่คนกลุ่มหนึ่งว่าไม่ยินดียินร้ายกับปัญหาบ้านเมือง คือการพยายามแสดงให้เห็นว่า ตัวเขาไม่ได้เป็นอย่างที่โดนกล่าวหา และก็เปลี่ยนเสียงก่นด่าจากคนกลุ่มนั้น ให้กลายเป็นเสียงชื่นชมได้สำเร็จ การที่คนดังคนหนึ่งออกมาแสดงความเห็นที่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยเฉพาะในประเด็นที่กำลังร้อนอยู่ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดดราม่าขึ้น หลายคนรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่ดีนัก จนทำให้อะไร ๆ แย่ลงไปกว่าเดิม ในเคสของ ดรูว์ บรีส์ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากมีข่าวออกมา คือการที่คนใกล้ตัวของเขาพยายามอธิบายให้ฟังว่า ทำไมคนกลุ่มหนึ่งจึงรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เขาพูดออกไป และตัวเขาเองก็เปิดใจรับฟังและออกมายอมรับว่าเข้าใจในบางเรื่องผิดไป จากนั้นก็พยายามพิสูจน์ตัวเองจนทำให้หลายคนกลับมายอมรับและชื่นชมเขาเช่นเดิม  ยอมรับความผิดพลาด เปิดใจรับฟัง และแก้มันอย่างจริงใจ คือ 3 สิ่งที่บรีส์แสดงออกให้ผู้คนได้เห็น นี่คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อซื้อใจมวลชนกลับมา  สำหรับบรีส์ที่ทุกคนบอกว่าเป็นคนเห็นอกเห็นใจคนอื่นอยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นราคาที่ไม่แพงเลย
7 มิ.ย. 2563